posted on 03 Apr 2009 01:27 by akroma
ในหมู่เพื่อนฝูงเนี่ย โดยเฉพาะเพื่อนที่ซี้กันมานาน รู้จักกันมานานเนี่ย มันก็ย่อมมีการเล่น หยอกล้อ แหย่เล่นกัน จะมาก จะน้อย จะรุนแรง ก็แล้วแต่กันไป บางที คำพูดบางอย่างที่พูดกับเพื่อนเนี่ย เจตนาจริงๆก็คือแค่หยอกเล่น เพราะเห็นว่าเป็น "เพื่อน" ไม่ได้คิดจริงจังอะไรถึงขั้นคอขาดบาดตาย เพราะเห็นว่าซี้กันมาก ก็เลยเล่นแบบนั้น ส่วนผู้ที่ถูกหยอกล้อ แหย่เล่น จะโกรธเคืองอะไรนั้นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขา แต่ก่อนอื่นอยากจะให้พิจารณาก่อนว่าควรจะถือโทษโกรธเคืองหรือไม่ อย่างเช่นว่า
ก่อนที่จะโกรธเคือง เจตนาที่เขาคนนั้นพูด เป็นแบบไหน?? จริงจังหรือเปล่า?? เขาคนนั้น เคยทำอะไรให้ท่านบ้าง ?? แล้วท่าน เคยทำอะไรให้เขาบ้าง?? แล้วท่าน เคยทำไ้ด้อย่างเขาหรือเปล่า ?? แล้วมีใครทำได้เหมือนอย่างที่เขาทำให้ท่านหรือเปล่า?? แล้วตัวท่านล่ะ เคยทำอะไรที่เป็นการล่วงเกินเขาคนนั้นบ้างหรือเปล่า?? แล้วท่านคิดว่า ทุกครั้งที่ท่านหยอกล้อแหย่เล่นเขาเนี่ย ท่านคิดว่า เขาจะไม่โกรธเคืองหรือ???
บางทีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่กระทบกระทั่งกัน มันอาจจะทำให้ความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างของคำว่า"เพื่อน" เปลี่ยนไป ซึ่ง มีทั้งสนิทสนมมากขึ้น กับ เหินห่างมากขึ้น จะเข้าข่ายขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับกรณีว่าจะเป็นแบบไหน
แต่ ท่านลองคิดดูดีๆสิ ถ้าเขาไม่มองว่าท่านเป็นเพื่่อน เขาจะหยอกล้อแหย่เล่นกับท่านแบบนั้นหรือ แล้วท่านก็อย่าลืมซะล่ะ ว่า ถ้าเกิดเพื่อนของท่านได้โต้ตอบท่านกลับมา ท่านอาจจะนึกไม่ถึงเลยก็ได้ ว่า ท่านได้เคยทำสิ่งล่วงเกิน หรือ เลวร้ายแบบนี้กับเขามาก่อน แล้วทำไม เขาถึงเก็บเอาไว้ ไม่เอามาพูด นั่นก็เพราะ ท่านเป็น"เพื่อน" เขายังไงล่ะ อะไรที่ยืดหยุ่นได้ ก็ควรจะทำ ดังคำพูดที่ว่า "หยวนๆน่า" "ขำๆน่า" แต่ถ้าบางอย่างมันร้ายแรงเกิน คำพูดเหล่านี้ก็คงจะใช้ไม่ได้
สุดท้ายนี้ก็มีคำคมเล็กๆน้อย สักสองสามประโยค ทิ้งไว้ให้อ่านเล่นๆกัน เช่น คนเราจะไม่รูุ้คุณค่าของสิ่งของนั้นๆ จนกระทั่งเราเสียมันไป เราถึงจะรู้คุณค่าของสิ่งของนั้นๆ และ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ตัวตนที่แท้จริงของคนเราเนี่ย ใช้กาลเวลาเป็นตัวพิสูจน์จริงๆเลยว่ามะ????
posted on 12 Mar 2009 00:36 by akroma
เมื่อ 2-3วันที่ผ่านมา ผมได้ไปแอ่วที่ กรุงเต้บ โดยการนั่งรถไฟ สปรินเตอร์ ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมงกว่าๆ ตั้งแต่ 3ทุ่ม 40 ของวันเสาร์ง จนถึง 9โมง50 วันอาทิตย์ โอ้ววววววว จะบอกว่า เมื่อยตูดมาก แถมตอนนอนก็หลับไม่สนิทเพราะ เสียงรถไฟดังยิ่งนัก เสียงกรนของโฮสเตจ ก็ดังเช่นกัน แล้วรถไฟก็ ใช่ว่าจะอยู่นิ่งๆ... ขโยกเขยกไปๆมาๆ ก็ หลับๆตื่นๆแหละครับ จนกระทั่ง สัก 6 โมงกว่าๆ ผมก็ตัดสินใจตื่นเลยดีกว่า นอนต่อไม่ไหวละ ข่มตาไงก็ไม่หลับ (แต่ก็นะ ก็รถไฟขบวนนี้เร็วที่สุดในประเทศไทยแล้วนี่....) บนรถก็มีแอร์ มีข้าว มีน้ำ มีขนมบริการฟรีด้วยครับ (แต่คงรวมไปในค่าตั๋วแล้วละ เชียงใหม่-กรุงเทพ 611บาท) ก็ พอไปถึงปุ๊บ (ผมเอะใจนิดๆว่าตอนเช้าทำไมเพื่อนที่จะมารับผม ไม่โทรมา พอรถไฟถึงสถานีรังสิตเลยลองโทรไปหาดู ผลคือ ตามคาด แม่ม หลับลืมตื่น) ผมก็ ไปนั่งรอ(เก้อ) อยู่พอสมควร ไอ่เพื่อนผมมันก็ โผล่หัว(เกรียนๆ) มาให้เห็น แล้วมันก็ พาผมนั่งรถไฟใต้ดิน ต่อด้วย Taxi ไปยังหอมัน หอมันก็น่าอยู่ดีครับ แล้วในห้องมัน กับดักเยอะมากๆครับ เดินไปสักแปปก็ชนใส่กล่อง ชนนั่นชนนี่ บลาๆๆ 5555+ ตอนอยู่หอมันก็ได้เล่นหลายเกมครับ รวมถึง Bloody roar 4 หวดกันมันส์ครับ โดยรวมแล้ว ฝีมือผมกับมันก็สูสีกับครับ เช้าวันต่อมา ก็ไป Meeting กับ องค์กรณ์ลับ นามว่าเกาเหลา โดยมีสมาชิกมาร่วมทั้งหมด 8 องค์(รวมผมด้วย) แล้วก็ ไปเดินเที่ยว เล่นเกม กิน กันครับ หนุกดี (กทม. อากาศร้อนชิ) แล้วตอนเย็นก็ไปต่อด้วยเล่นเกม ทีม ฟอร์เทส เกรียนมากครับด่านฟุตบอล ผมเล่นเป็นแฮมวี่ ถือปืนกล ไล่ยิงคนที่จะพยายามฝ่าผมไป แล้ว ตอนท้ายเกมก่อนเลิก ผลก็ออกมาว่า ผมฆ่าเยอะที่สุดในเกม (ทั้งหมดราวๆ 200กว่าชีวิต ที่ผมสังหารไป 5555+) แล้วก็ ร่ำลากัน ก่อนที่ผมกับเพื่อนผม(ไอ่อิมแหละ)กับไอ่โย ก็แยกกันไปอีกทาง ผมก็กลับไปที่หอไอ่อิม ส่วนไอ่โย ก็ไปขึ้นรถกลับบ้านมัน โดยรวมแล้ว ทั้งวันก็ หนุกดีครับ เฮฮาดีเพื่อนแต่ละคนให้การต้อนรับดีครับ(แถมเกรียน+รั่วดีด้วย) 5555+ ทำให้ผมติดใจซะแระ มีโอกาสคงมาอีก แต่ถ้าให้ผมไปเรียนใน กทม. ผมคงไม่ไหวล่ะ อากาศร้อนมาก+รถติดมาก เรียนอยู่เชียงใหม่ดีกว่า ฮ่าๆๆๆ แล้วตอนวันกลับ ก็ เกิดปัญหาอีกนิสนึง เมื่อ เพื่อนผม มัน คำนวณเวลาโดยใช้สูตรผิดพลาด ทำให้ผมไปถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงแบบเส้นยาแดง ผ่าเป็น 100เสี่ยง กำหนดการรถออกคือ 8.30 ผมไปถึงที่หัวลำโพง 8.30เป๊ะ แต่!!! รถไฟเลท 20นาที ทำให้ ผม ไม่ตกรถไฟ (ขากลับก็กลับ สปรินเตอร์แหละครับ) ระหว่างทางที่นั่งมา แม้ว่าในรถไฟจะเปิดแอร์แล้ว แต่มัน ก็ยังร้อนอยู่ดี ทางโฮสเตจ เลยเปิดพัดลมครับ ก็ ทำให้ คลายร้อนได้อย่างแรง (คนที่นั่งข้างๆผม เธอเป็นสาวค่อนข้างสวย น้ำหนักคงเฉียดๆร้อยได้ 5555+)
ปล. พล่ามจบแระ วิ่งดิ!!!!!!!!!!!!!!!!
posted on 12 Mar 2009 00:14 by akroma
เฮ้อออออออออ ไม่ได้อัพบล๊อคนานเลยๆๆๆ เพราะขี้เกียจ 55555+ ตอนนี้ เชียงใหม่ เมืองที่สวยงาม งดงามด้วยทิวทัศน์ กำลังตกอยู่ท่ามกลางหมอกควัน สีขาว ซึ่งเกิดจากการเผาป่า เผาขยะในที่โล่ง เชียงใหม่ จึงมีชื่ออีกชื่อนึงว่า "เมืองแห่งหมอกควัน" ระหว่างที่ผมพิมพ์อยู่นี่ ผมก็มีอาการ เหมือนจะหายใจไม่ออก แล้ว ตอนเวลาผมขับรถมอเตอร์ไซด์ เวลาผมมองไปไกลๆ ก็จะเห็นถนนไม่ชัด เพราะเจ้า "หมอกควัน" นี่แหละ ทำให้ทัศนวิสัยย่ำแย่ไปตามๆกัน เมื่อไหร่น้อ พวกตำรวจจะเอาจริงเอาจังกับไอ่พวกบ้าบอคอแตกชาติหมาที่เผาไม้ทำลายป่า จับแม่งให้หมดๆ จะไปสนทำไมกับเงินที่พวกแม่งยัดให้ มึงมีเงินแต่พ่อแม่มึง ลูกหลานมึงเป็นมะเร็งปอดเนี่ย จะเอาอยู่ปะ? (สาดดด) รู้สึกว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี่ พอถึงหน้าร้อนปุ๊บ เชียงใหม่จะตกอยู่ทามกลางหมอกควัน โดยเฉพาะปีแรก หมอกหนามากกกกกก ทุกวันนี้ เวลาผมขับรถมอเตอร์ไซด์ ผมต้องใส่ผ้าปิดจมูก หมอกควันจะจางลงช่วงใกล้ๆสงกรานต์ (เพราะใความชุมชื้นจากการสาดน้ำ) แล้วก็จะกลับมาเป็นอีก หมอกจะหมดไปจริงๆก็โน้นนนน ช่วงปลายร้อนต้นฝน ตอนนั้น หมอกจะหมดไปจริงๆ แต่ก็นะ กว่าจะหมดไป ก็ต้องนั่งดม ยืนดม นอนดม สูดเอาหมอกควันที่เป็นอันตรายเข้าไปอีกมากมาย แล้ว เจ้าหมอกควันนี่แหละ ที่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจหลายอย่าง รวมถึง "มะเร็งปอด" ด้วยล่ะ *-*